Hyundai STARGAZER ใหม่ เอ็มพีวี 6 ที่นั่งเบาะ Captain Seat
Hyundai STARGAZER เป็นผู้เล่นรายใหม่ในตลาดรถยนต์เอ็มพีวีเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร และยังถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกภายใต้การทำตลาดอย่างเต็มตัวของ ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย กับจุดขายห้องโดยสารแบบ 6 ที่นั่งเจ้าแรกและเจ้าเดียวในขณะนี้ จะคุ้มค่าน่าซื้อขนาดไหนไปติดตามได้ในบทความนี้ครับ
ฮุนได สตาร์เกเซอร์ เริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยครั้งแรกที่งาน Bangkok International Motor Show 2023 ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันจะมี Staria เป็นโมเดลชูโรงของฮุนไดในประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ Stargazer ก็ถือเป็นรถรุ่นแรกภายหลังจากที่บริษัทแม่แห่งเกาหลีใต้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเต็มตัวภายใต้ชื่อบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย นั่นแปลว่าในอนาคตจะมีรถรุ่นใหม่ทยอยเปิดตัวกันอย่างต่อเนื่องแน่นอน
Hyundai Stargazer ถูกพัฒนาให้เป็นรถเอ็มพีวีพิกัดเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร
ซึ่งมีตลาดหลักอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย (และแน่นอนว่ารถที่วางขายในประเทศไทยก็ถูกนำเข้ามาจากอินโดนีเซียเช่นกัน) ซึ่งนอกจากจะมีห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่งเหมือนกับคู่แข่งทั้งหลายแล้ว ยังเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าด้วยรุ่น 6 ที่นั่ง ซึ่งมาพร้อมเบาะนั่งแถวที่ 2 แบบ Captain Seat คล้ายกับรถเอ็มพีวีระดับหรู พร้อมตั้งราคาจำหน่ายยั่วใจไม่ถึง 9 แสนบาทเท่านั้น
ปัจจุบัน Hyundai Stargazer รุ่นปี 2023 ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยมีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แก่
รุ่น Trend ราคา 769,000 บาท (7 ที่นั่ง)
รุ่น Style ราคา 829,000 บาท (7 ที่นั่ง)
รุ่น Smart7 ราคา 869,000 บาท (7 ที่นั่ง)
รุ่น Smart6 ราคา 889,000 บาท (6 ที่นั่ง)
ภายนอก
ดีไซน์ภายนอกของ Stargazer ถูกออกแบบให้มีเส้นสายชวนให้นึกถึงรุ่นใหญ่อย่าง Staria ด้วยเส้นสายที่เน้นความทันสมัย ชูจุดเด่นด้วยแนวขอบประตูและหลังคาที่เรียกว่า One Curve Design สร้างความต่อเนื่องจากด้านหน้าจรดท้าย มาพร้อมชุดไฟ DRL และไฟหรี่แบบ LED ที่ลากยาวเชื่อมเข้าหากันทั้งสองข้าง โดยในเวลากลางวันจะเห็นเป็นไฟ DRL แยกฝั่งซ้าย-ขวาออกจากกัน แต่เมื่อเปิดไฟหน้า แถบไฟด้านบนก็จะใช้เป็นไฟหรี่ที่ลากยาวต่อเนื่องตลอดความกว้างของตัวรถ
ส่วนชุดไฟหลักถูกออกแบบมาติดตั้งไว้บริเวณกันชน โดยรุ่นที่ใช้ชื่อว่า Smart (ทั้ง Smart7 และ Smart6) จะได้ไฟหน้าแบบ LED ส่องสว่างด้วยโคมมัลติรีเฟล็กเตอร์ ประกบด้วยไฟเลี้ยวและไฟตัดหมอก ทั้งยังมีฟังก์ชันเปิด-ปิดอัตโนมัติตามสภาพแสง และระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (HBA – High Beam Assist) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัยขั้นสูง Hyundai SmartSense
ขณะที่ดีไซน์ด้านท้ายของ Stargazer ก็มีจุดเด่นอยู่ที่ไฟท้ายแบบ LED ที่สามารถส่องสว่างเป็นรูปตัว H ในยามค่ำคืน เพิ่มความโดดเด่นมองเห็นได้แต่ไกล ชนิดที่ว่าขับตามหลังห่างกันสักครึ่งกิโลก็ยังพอดูออกว่าเป็นฮุนไดแน่นอน แต่แอบเสียดายที่ไฟเบรกและไฟเลี้ยวยังคงให้มาแบบหลอดไส้ ไม่งั้นจะดูสวยงามทันสมัยกว่านี้อีก
สำหรับรุ่น Style ขึ้นมาจะได้ล้ออัลลอยสีทูโทนขนาด 16 นิ้ว ส่วนรุ่น Trend เป็นรุ่นเดียวที่ได้ล้ออัลลอยสีเงินลาย 5 ก้านคู่ แต่ก็มีขนาด 16 นิ้วเท่ากัน
ส่วนอุปกรณ์มาตรฐานภายนอกอื่นๆ ก็มีให้ครบครันไม่แพ้คู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นกระจกมองข้างปรับและพับด้วยระบบไฟฟ้า, ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง, ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้าแบบปรับตั้งเวลาหน่วงได้, ระบบปัดน้ำฝนด้านหลัง, สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกแบบ LED และเสาอากาศแบบครีบฉลามตามสมัยนิยม
ภายใน
ภายในห้องโดยสารของรุ่น Smart6 ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดที่เราได้มีโอกาสทดลองขับในครั้งนี้ ถูกจัดวางเบาะนั่งแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง โดยเบาะนั่งแถวที่ 2 เป็นแบบ Captain Seat แยกซ้ายขวาอิสระออกจากกัน สามารถปรับระดับได้ด้วยมือ ซึ่งรูปแบบการปรับเบาะก็แทบจะเหมือนกับเบาะคู่หน้า เพราะสามารถเลื่อนหน้า-หลัง ปรับเอนเพิ่มความผ่อนคลาย และมีพนักพิงศีรษะแบบปรับระดับได้มาให้ เรียกได้ว่าความสบายแทบจะไม่แพ้เอ็มพีวีรุ่นใหญ่เลยทีเดียว
จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างของรุ่น 6 ที่นั่ง คือ ความสะดวกในการปีนเข้าเบาะนั่งแถวที่ 3 เพราะถ้าหากเป็นรุ่น 7 ที่นั่งปกติ ก็จำเป็นจะต้องพับเบาะแถว 2 ตลบไปข้างหน้าเสียก่อน จึงจะสามารถปีนเข้าเบาะแถว 3 ได้ แต่ด้วยการจัดวางเบาะนั่งแบบกัปตันซีตที่มีช่องว่างระหว่างเบาะนั่งแถวที่ 2 ทำให้ผู้โดยสารที่จะขึ้นไปนั่งเบาะแถว 3 สามารถเดินผ่านช่องระหว่างเบาะได้ทันทีโดยไม่ต้องพับเบาะแถว 2 แต่อย่างใด
บริเวณตำแหน่งของผู้ขับขี่จะพบกับพวงมาลัยแบบ 4 ก้านที่มีดีไซน์ถอดแบบมาจาก Staria สามารถปรับได้ 4 ทิศทาง (ขึ้น-ลง และเข้า-ออก) พร้อมกับหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลล้วน โดยตรงกลางจะเป็นหน้าจอ TFT LCD ขนาด 4.2 นิ้ว ประกบด้วยตัวเลขดิจิทัลสำหรับบอกความเร็วและรอบเครื่องยนต์ ส่วนกรอบไฟที่เห็นเป็นสีๆ นั้น สามารถปรับเปลี่ยนสีได้ตามโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ Eco, Normal, Sport และ Smart โดยที่โหมด Smart จะเป็นการปรับเปลี่ยนโหมดให้อัตโนมัติตามพฤติกรรมการขับขี่ในขณะนั้น
เหนือเพดานบริเวณเบาะนั่งแถวที่ 2 ถูกติดตั้งช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง สามารถปรับความแรงลมได้ 3 ระดับ อีกทั้งยังมีตู้แอร์แยกต่างหากจากด้านหน้า จึงไม่ต้องกังวลว่าความเย็นจะทั่วถึงทั้งห้องโดยสารหรือไม่ เพราะเท่าที่ทดสอบก็พูดได้เต็มปากว่าเย็นเฉียบแบบไม่มีอะไรกั้นเลยทีเดียว
นอกจากนี้ บริเวณหลังเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้ายังมีโต๊ะแบบพับได้มาให้ แม้ว่าขนาดจะไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่ก็พอจะวางซองขนมขบเคี้ยว วางแก้วน้ำ ตั้งไอแพด หรือจะใช้สำหรับเซ็นเอกสารเล็กๆ น้อยๆ พอได้อยู่ แต่ไม่ถึงกับใช้เป็นโต๊ะสำหรับวางคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้ก เนื่องจากมีขนาดเล็กเกินไป และรองรับน้ำหนักได้สูงสุด 3.5 กิโลกรัมเท่านั้น
เหนือแผงคอนโซลหน้าจะพบกับหน้าจออินโฟเทนเมนท์แบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่แยกปุ่มควบคุมระดับเสียงเอาไว้ต่างหาก ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนค่อนข้างชื่นชอบ เพราะการปรับเสียงบนหน้าจอสัมผัสเป็นอะไรที่น่ารำคาญอย่างยิ่ง แถมจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้อีกต่างหาก เนื่องจากต้องคอยมานั่งเล็งนิ้วให้ตรงกับปุ่มบนหน้าจอ ทั้งยังมีปุ่ม Shortcut เพื่อเข้าสู่เมนูต่างๆ ได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
หน้าจอ 8 นิ้วชุดนี้ยังรองรับการเชื่อมต่อ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto ทั้งยังมีแป้นชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) มาให้ ดังนั้นหากใช้รถคนเดียวก็แทบไม่มีความจำเป็นต้องเสียบสาย USB เพราะสามารถเปิดใช้งาน Apple CarPlay ไปพร้อมๆ กับการชาร์จแบบไร้สายได้เลย แถมยังอยู่ในตำแหน่งที่สามารถหยิบโทรศัพท์ออกมาใช้งานได้ไม่ยากเย็นจนเกินไปนัก
แต่ถึงกระนั้นฮุนไดก็ติดตั้งช่อง USB สำหรับผู้โดยสารตอนหน้ามาให้ 1 ช่อง และแถวสองอีก 2 ช่อง (ช่องด้านหลังใช้สำหรับจ่ายไฟเพียงอย่างเดียว) ส่วนแถวสามมีช่องจ่ายไฟแบบ 12 โวลต์มาให้ เผื่อจะใช้เสียบกับอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ได้อีก เช่น ตู้เย็นเคลื่อนที่, ไฟฉาย และอื่นๆ อีกมากมาย
ส่วนระบบปรับอากาศของรุ่น Smart เป็นแบบอัตโนมัติ ซึ่งมีฟังก์ชันการทำงานมาให้ครบถ้วน ไม่ขาดๆ เกินๆ เหมือนกับคู่แข่งบางรุ่นที่อิมพอร์ตมาจากอินโดนีเซียเหมือนกัน แถมยังให้ความเย็นรวดเร็วทันใจ ไม่หวั่นแม้กระทั่งฤดูร้อนของประเทศไทยที่ร้อนราวกับซ้อมตกนรกกันเลยทีเดียว
อุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆ ของรุ่น Smart6 และ Smart7 ก็มีให้แบบครบครันไม่น้อยหน้าใคร (แถมยังเกินหน้าคู่แข่งบางรุ่นเสียด้วยซ้ำ) ไม่ว่าจะเป็นกุญแจ Keyless Entry ที่มีฟังก์ชันสตาร์ทเครื่องยนต์ระยะไกลด้วยรีโมท, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control, กระจกไฟฟ้าฝั่งผู้ขับขี่ขึ้น-ลงอัตโนมัติ พร้อมป้องกันหนีบ, กล้องมองภาพด้านหลัง Rear View Monitor ทำงานคู่กับเซ็นเซอร์กะระยะถอยหลัง, ระบบแจ้งแรงดันลมยาง TPMS และจุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX เป็นต้น
ด้านระบบความปลอดภัยขั้นสูง Hyundai SmartSense
ถูกติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น Smart6 และ Smart7 ประกอบด้วย
ระบบเตือนและเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ FCA
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน LFA
ระบบเตือนและช่วยควบคุมพวงมาลัยเมื่อมีรถในจุดอับสายตา BCA
ระบบช่วยเตือนและเบรกอัตโนมัติขณะถอยรถ RCCA
ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ HBA
ระบบเตือนการปิดประตูเมื่อมีรถวิ่งมาด้านข้าง SER
ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้า DAW
ระบบแจ้งเตือนให้เช็กผู้โดยสารด้านหลัง ROA
ระบบช่วยจำกัดความเร็ว MSLA
ฟังก์ชันต่างๆ ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ แม้ว่าส่วนใหญ่จะมีให้ในคู่แข่งอยู่แล้ว แต่สำหรับ Stargazer ก็ถือเป็นรุ่นแรกในพิกัดเดียวกันที่มีฟังก์ชันเตือนและช่วยเบรกอัตโนมัติเมื่อถอยรถ (Rear Cross-traffic Collision-avoidance Assist) คือแทนที่จะส่งเสียงเตือนพร้อมไฟกะพริบเพียงอย่างเดียว แต่รถรุ่นนี้ยังสามารถเบรกให้อัตโนมัติด้วย
อีกหนึ่งระบบที่น่าสนใจก็คือ ระบบเตือนการเปิดประตูเมื่อมีรถวิ่งมาด้านข้าง (Safe Exit Warning) ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยขณะเปิดประตู โดยเฉพาะถนนบ้านเราที่อาจมีรถมอเตอร์ไซค์แทรกเข้ามาอย่างไม่ทันรู้ตัว ฟังก์ชันนี้จะใช้เซ็นเซอร์บริเวณกันชนหลังเพื่อตรวจสอบว่ามีรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์เคลื่อนที่เข้ามาหรือไม่ และจะทำการส่งเสียงเตือนก่อนที่ผู้โดยสารจะผลักประตูออกไป
ส่วนระบบความปลอดภัยมาตรฐานที่มีให้ในทุกรุ่นย่อย ได้แก่ ระบบควบคุมเสถียรภาพ ESC, ระบบควบคุมการทรงตัว VSM, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC, ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS, ระบบเสริมแรงเบรก BAS, สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ ESS, เซ็นเซอร์กะระยะด้านท้าย, ระบบล็อกประตูอัตโนมัติตามความเร็วรถ และถุงลมนิรภัยคู่หน้า ขณะที่รุ่น Smart6 และ Smart7 จะเพิ่มถุงลมนิรภัยด้านข้างคู่หน้า และม่านถุงลมนิรภัยมาให้รวมเป็น 6 ตำแหน่ง
เครื่องยนต์และช่วงล่าง
ทุกรุ่นย่อยถูกติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC D-CVVT ความจุ 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 115 แรงม้า (PS) ที่ 6,300 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 144 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังไปยังล้อคู่หน้าด้วยเกียร์อัตโนมัติ IVT (ซึ่งก็คือเกียร์ CVT ที่ใช้สายพานโซ่แทนสายพานปกติ ซึ่งฮุนไดระบุว่ามีความทนทานมากกว่า) รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกสูงสุด E10 และผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ Euro 4
ช่วงล่างด้านหน้าของ Hyundai Stargazer เป็นแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังแบบทอร์ชันบีม (คานแข็ง) โดยทุกรุ่นถูกติดตั้งระบบดิสก์เบรกด้านหน้า และดรัมเบรกด้านหลังเหมือนกันทั้งหมด
การขับขี่
Hyundai Stargazer ชูแนวคิดที่เรียกว่า “Ultimate Comfort” ที่เน้นความสบายเป็นหลัก ซึ่งก็ทำออกมาได้ดีอย่างที่เคลมไว้จริงๆ เนื่องจากช่วงล่างของรถรุ่นนี้ถูกเซ็ตมาเพื่อเน้นความนุ่มนวล รองรับกับสภาพถนนของบ้านเราได้เป็นอย่างดี การซับแรงสะเทือนทำได้น่าประทับใจ จนรู้สึกเหมือนกับว่ารถคันนี้มีขนาดใหญ่กว่าความเป็นจริง แถมยังไม่ส่งเสียงตึงตังจนน่ารำคาญเหมือนกับรถที่เซ็ตมาเพื่อเน้นความสปอร์ต
ในมุมของผู้ขับขี่ต้องยอมรับว่าเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ที่สร้างพละกำลังสูงสุดได้ 115 แรงม้านั้น ก็ตอบสนองได้เพียงแค่พอใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป ซึ่งอันที่จริงลูกค้าที่ซื้อรถในกลุ่มนี้ก็ไม่ได้มองเรื่องสมรรถนะเครื่องยนต์เป็นหลักอยู่แล้ว ดังนั้นจึงอย่าไปคาดหวังในเรื่องของอัตราเร่งมากนัก แต่ถึงกระนั้นเกียร์อัตโนมัติ IVT ก็สามารถตอบสนองได้ดีในช่วง 0-60 กม./ชม. ตามน้ำหนักเท้าที่กดลงไป ช่วยให้การขับในเมืองรู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นมาบ้าง
ส่วนอาการโคลงในช่วงจังหวะเข้าโค้งก็พอมีให้เห็นบ้าง ตามสไตล์รถที่เซ็ตช่วงล่างมานุ่มนวล คู่ไปกับตัวรถที่มีความสูงแบบเอ็มพีวี แต่ก็ไม่ได้ถึงกับโยนจนน่ารำคาญกระทั่งต้องเหยียบเบรกก่อนเข้าโค้งไปเสียทุกโค้ง ถึงกระนั้นก็ขอคอนเฟิร์มอีกทีว่าเวลาที่สลับมาเป็นคนนั่งแล้วล่ะก็ รถคันนี้มีช่วงล่างที่นั่งสบายเกินความคาดหมายไปเลยจริงๆ
สำหรับเบาะนั่งแถวที่ 3 ก็ต้องบอกว่าพอใช้งานได้ โดยผู้เขียนที่มีความสูง 173 เซนติเมตรสามารถนั่งโดยมีพื้นที่เหนือศีรษะแบบเหลือๆ ส่วนพื้นที่วางขานั้น หากขยับเบาะนั่งแถวที่ 2 ขึ้นไปข้างหน้ามากกว่าปกติเล็กน้อย ก็สามารถนั่งได้โดยที่หัวเข่าอาจสัมผัสกับด้านหลังของเบาะแถว 2 ในบางจังหวะที่ขยับตัว แต่โดยรวมแล้วเบาะนั่งแถวที่ 3 ดูเหมือนจะเหมาะสำหรับสรีระของเด็กหรือวัยรุ่นเสียมากกว่า หากเป็นสรีระของชายวัยกลางคนแล้วล่ะก็ ถือว่าอยู่ในระดับ “พอนั่งได้” เท่านั้น
ในด้านอัตราสิ้นเปลืองเราไม่ได้ทดสอบกันจริงจังชนิดเติมน้ำมันกลับเข้าไปในถังแล้วมาหารกับระยะทางที่วิ่งไป เพียงแค่หน้าจอของตัวรถแสดงอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 14.2 กม./ลิตร หลังผ่านการขับขี่ในรูปแบบ “นอกเมือง” ไปทั้งสิ้น 60.6 กิโลเมตร ซึ่งก็ถือว่าพอรับได้เมื่อแลกกับตัวถังที่ถูกขยายออกเพื่อให้รองรับได้ถึง 7 ที่นั่ง เทียบกับที่ ECO Sticker ระบุอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยในโหมด Combined (ทดสอบแบบสภาวะในเมืองและนอกเมืองรวมกัน) เอาไว้ที่ 16.1 กม./ลิตร
สรุป
Hyundai Stargazer เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถ MPV พิกัดเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ด้วยรูปลักษณ์และอุปกรณ์มาตรฐานที่สามารถต่อกรกับเจ้าตลาดได้อย่างสบาย อีกทั้งยังเป็นรถรุ่นแรกที่นำเข้ามาจำหน่ายโดย ฮุนได โมบิลิตี้ หรือพูดง่ายๆ คือ บริษัทแม่จากเกาหลีใต้มาลุยทำตลาดเอง จึงคาดว่าเราจะได้เห็นการพัฒนาด้านบริการหลังการขายของฮุนไดที่ดีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งในแง่คุณภาพการบริการ และจำนวนสาขาของศูนย์บริการ
ส่วนใครที่ลังเลว่าจะเลือกรุ่นท็อป 6 ที่นั่งไปเลยดีไหม ก็แนะนำว่าถ้างบถึงก็เล่นได้เลย เพราะราคานี้คุณจะได้เบาะนั่งแถว 2 แบบกัปตันซีตที่สะดวกสบายกว่า และหาไม่ได้ในคู่แข่งรายอื่น ทั้งยังไม่ต้องมาคอยพับเบาะกันบ่อยๆ เพื่อให้ผู้โดยสารปีนขึ้นไปนั่งแถวสุดท้าย เรียกว่าความสะดวกสบายอยู่ในระดับน้องๆ Staria กันเลยทีเดียวครับ
อ้างอิง
https://www.sanook.com/
https://mydeedees.com/hyundai-stargazer-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%b0-captain-seat-%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a7/
|