[x] ปิดหน้าต่างนี้
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป   
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
ค้นหา   
เมนูหลัก
ติดต่อสอบถาม
blog สมาชิก
สถิติผู้เขียน blog 10 อันดับ
wave
[ มือใหม่ ]
2
admin
[ มือใหม่ ]
2
orean
[ มือใหม่ ]
2
KAT
[ มือใหม่ ]
1
yuy
[ มือใหม่ ]
1
aTon
[ มือใหม่ ]
1
fang
[ มือใหม่ ]
1
film
[ มือใหม่ ]
1
mild
[ มือใหม่ ]
1
Donus
[ มือใหม่ ]
1
บทความ blog ล่าสุดโดย
เพลงคริสต์มาสtortae
การดูแลรักษาสุภาพ ให้แข็งแรงaTon
ประเพณีวันเข้าพรรษาmild
พบจุดที่หนาวที่สุดในโลกเเห่งใหม่ !!orean
พบจุดที่หนาวที่สุดในโลกเเห่งใหม่ !!orean
อาเซียนDonus
การวาดภาพสีนำ้lovepop-123456
อาเซียนmikekung02
ลดความอ้วนสูตรนางเอก 5 กิโลกรัมใน 1 สัปดาห์yuy
ปรากฏการณ์ธรรมชาติMin-Mintra
ไลน์ โรงเรียนศรัทธาฯ

ติดต่อ สอบถาม

poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก

  

   เว็บบอร์ด >> >>
“จุดโทษ/ใบแดง” ฆ่าฟุตบอลทางอ้อม  VIEW : 304    
โดย

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 76
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 7
Exp : 4%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 84.17.39.xxx

 
เมื่อ : พุธ ที่ 12 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2565 เวลา 10:28:47   

7-8 ปีก่อน “ยูฟ่า” เคยมีมติลงความเห็นเปลี่ยนกฏใหม่ว่าหากมีตัวสุดท้ายทำฟาว์ลและเสียจุดโทษจะไม่มีการให้ใบแดงอีกแล้ว

มิเชล พลาตินี่ ประธานยูฟ่า (ในขณะนั้น) มองในมุมของนักฟุตบอลเก่าระบุว่า “โทษ 3 ชั้น” เป็นอะไรที่หนักหนาสาหัสเกินไปต่อการทำโปรเฟสชั่นนอล ฟาว์ลเพียงครั้งเดียว

1. นักเตะคนทำฟาว์ลถูกไล่ออก
2. ทีมเสียจุดโทษ
3. นักเตะถูกแบนในเกมต่อไป

และผมขอเพิ่มข้อ 4. ทำให้ความสนุกของฟุตบอลจบตามไปด้วย

แต่ตัวผมเองไม่ได้ expert ในเรื่องฟุตบอลอะไรมากนักจนกระทั่งมาพบว่าจริงๆแล้วมันมีกฏของ IFAB หรือสมาคมฟุตบอลนานาชาติว่าด้วยการทำฟาว์ลในจังหวะหลุดเดี่ยวของฝ่ายรุก

เป็นการอ้างอิงจากยูสเซอร์ chonbodee ที่คุยในมู้ live พร้อมยกกฏต้นฉบับของ IFAB ว่าด้วยถ้ามีการทำฟาว์ลในลักษณะนี้นอกจากให้จุดโทษแล้วต้องมาดูเพิ่มอีก 2 กรณีคือ

1.ถ้าไม่มีเจตนาจะเล่นบอล (เป็นการดึง เหนี่ยวรั้ง ผลัก) ต้องแจกใบแดง

2.ถ้าเป็นการเสียบสกัดเตะสกัด มีโอกาสโดนบอล มีโอกาสที่จะเล่นบอล ให้ทำการเตือน หรือแจกใบเหลือง

แต่ แต่ แต่ พลาตินี่ พยายามนำเสนอกฏนี้ให้ “ฟีฟ่า” นำมาปรับใช้ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าสุดท้ายองค์กรใหญ่ขานรับหรือไม่แต่ที่แน่ๆคือ ยูฟ่า เอามาใช้กับฟุตบอลของตัวเองก่อน

ทีมที่เจิมกฏใหม่นี้เป็นคู่ ลาลีกา ระหว่าง เอลเช่ กับ บาร์เซโลน่า โดย คริสเตียน ซาปูนารู ไม่ถูกไล่ออกจากการล้มตัวสไลด์กวาด เชสก์ ฟาเบรกัส จังหวะหลุดเดี่ยว สุดท้ายเสียแค่จุดโทษและใบเหลือง

ผมพยายามแตะเบรกเบาๆไม่อยากออกตัว 100% เนื่องด้วยไม่ได้ตามข่าวว่ากฏกติกานี้เปลี่ยนกลับไปมาหรือไม่

ติ๊ต่างว่าหากพิจารณากันตามข้อมูลที่มีอยู่ในเมื่อ ยูฟ่า เป็นผู้คุม UCL กฏที่ พลาตินี่ นำมาใช้เมื่อ 8 ปีก่อนต้องถูกนำมาใช้ (ถ้าไม่มีใครไปเปลี่ยนกลับ)

ที่อารัมภบทมาหลายพารากราฟมาจากเหตุการณ์เกมที่ ซานซิโร่ จากจังหวะ ฟิคาโย โทโมรี อดีตแข้ง เชลซี ไปทำฟาว์ล เมสัน เมาท์ ในจังหวะหลุดเดี่ยวเข้าเขตโทษจนเสียหลักล้ม

ดาเนียล ซีเบิร์ต ผู้ตัดสินชาว เยอรมัน วัย 38 ปีเป่าให้จุดโทษและควักใบแดงแบบไม่ลังเลและไม่สนใจการรุมประท้วงของผู้เล่น มิลาน ที่งงตาแตกไม่แพ้คนดู

แม้กระทั่งแฟน “สิงห์บลู” ยังไม่เห็นด้วย!!

เป็นการทำฟาว์ลที่เข้าข่ายกรณีที่ 1 คือเข้าไม่ถึงบอลเลยต้องเหนี่ยว อันนี้เราว่ากันด้วยกฏก่อน

ผมเคยเขียนถึงเรื่องนี้มานานตั้งแต่ พลาตินี่ ยังไม่เปลี่ยนกฏ (สมัยยังเขียนลงนสพ.นู่นเลย)

แนวคิดเดียวกันกับ พลาตินี่ เหมือนผมคือ “จุดโทษ” กับใบเหลืองเป็นการลงโทษที่หนักพอแล้ว (โดยนักเตะคนเดิมจะทำแบบนี้ไม่ได้อีกแล้วถ้าไม่อยากถูกไล่ออก)

ในขณะที่ทีมฝ่ายถูกทำฟาว์ลได้ยิงเป้าจากระยะ 12 หลาได้สิ่งชดเชยที่สมน้ำสมเนื้อกลับคืนไปด้วยเช่นกัน

ตรงกันข้ามสำหรับผมนะถ้าโปรเฟสชั่นนอลฟาว์ลดันเกิดขึ้น “นอกเขตโทษ” ยกตัวอย่างเห็นภาพชัดๆก็ เมาท์ กับ โทโมรี คู่เดิม มันเป็นอื่นไม่ได้นอกจากต้องแดงสถานเดียว

เพราะใบเหลืองกับฟรีคิกนอกเขตโทษให้อารมณ์ไม่ต่างอะไรกับเสียเงินสมัคร onlyfan แต่คนเปิดโชว์ไม่ตรงปก ไม่คุ้มค่า!!

คนทำฟาว์ลได้เปรียบ โอกาสได้ประตูจากฟรีคิกน้อยกว่าจุดโทษเห็นๆ

ครับ ผมเห็นใจและสงสาร “ปีศาจแดงดำ” จริงๆ การรอดูเกมฟุตบอลดีๆของแฟนบอลทั้ง 2 ทีมและคนกลางจบตั้งแต่นาทีที่ 21

แถม ซีเบิร์ต นกหวีดหวานเกมนี้ควักไปอีก 9 ใบเหลืองในเกมที่ไม่มีอะไรดุเดือดหรือฟาดปากมีปัญหาอะไรกันเลยด้วยซ้ำ

ผมเอะใจผู้ตัดสินคนนี้ตั้งแต่ต้นเกมแล้วที่ อิสมาเอล เบนนาเซอร์ เหยียบบอลล้มแต่แกเป่าให้ มิลาน ได้ฟาว์ล ไม่งั้น โควาซิช กระชากขึ้นไปลุ้นทำประตูแล้ว

แม้ฟอร์มใน กัลโช่ ของ มิลาน ถือว่าโอเคมีชาติตระกูลอยู่อันดับ 5 ชนะ 6 จาก 9 เกมแต่กับ UCL พวกเขาเครื่องช็อต 2 นัดหลังสุดที่ต้องเจอกับ “สิงห์บลู”

หนึ่งในเหตุผลที่ว่าขุมกำลังที่ออกมาเล่นนอกแดน “มะกะโรนี” ยังแกร่งไม่พอจากการที่มีแข้งตัวหลักเจ็บหายไปมากถึง 5 ตัวและตัวสำรองที่ลงเป็นประจำยังเข้าโรงหมอตามไปอีก 2 รวมแล้ว 7

ขาดอีก 4 ก็ครบ 11 คนพอดี...

นัดแรกที่ สแตมฟอร์ดบริดจ์ บอล outclass สู้ไม่ได้แพ้เละ 3-0 ครั้นถึงคิวเจอกันที่ ซานซิโร่ และเริ่มต้นแบบรู้เลยว่า มิลาน กระสันอยากล้างแค้นแต่พอ 10 ตัวยิ่งสู้กันไม่ได้เข้าไปอีก วิ่งหาบอลไม่เจอเพราะบอล เชลซี ไม่ว่าจะช่วง โธมัส ทูเคิ่ล หรือ แกรม พอตเตอร์ ครองบอลเหนียว วิ่งไล่ให้ตาย 9 ตัว (ไม่รวมประตู) ไม่มีทางเจอหรอกครับ

พูดแบบแฟร์ๆสำหรับฝั่ง “สิงห์บลู” ต่อให้ไม่มีใบแดงสู้กัน 11 ต่อ 11 ผมเชื่อว่าทรงบอลที่ระบบดีกว่า ศักยภาพมาเต็มกว่ายังไงก็ไม่แพ้

หลังจบเกมนัดที่ 4 ในกลุ่ม E การเสมอกันของ ดินาโม ซาเกรบ กับ ซัลซ์บวร์ก ทำให้เชลซี ของ พ็อตเตอร์ พลิกสถานการณ์จากที่เคยร่อแร่เตรียมตัวไปเล่น ยูโรป้า ลีก หลัง ทูเคิ่ล ทำไว้ที่เสมอ 1 แพ้ 1 รั้งบ๊วยแต่ตอนนี้ขึ้นมาเป็น “จ่าฝูง” เรียบร้อยแล้ว

พร้อมกับการคัมแบ็คกลับมาสู่ฟอร์มที่ดูดีราศีจับอีกครั้งของ เชลซี โดยเฉพาะ เมาท์ ที่เรียกจุดโทษกับอีก 1 แอสซิสต์ที่ผมชอบการคิดเร็วทำเร็วป้ายตามช่องจนทีมได้ลูกปิดกล่อง 2-0

การมาของ พ็อตเตอร์ เข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างไม่ว่าจะตัดตอนทรงบอลแบบตัว U และเลิกตั้งหน้าตั้งตาครอส หันมาแทงบอลตามช่องจนเป็นที่มาของ 2 ประตูในวันนี้

ชนะ 4 นัดรวดและกดไปอีก 3 คลีนชีต เปลี่ยนโค้ชคนเดียวแก้ปัญหาขาดจริงๆครับ...

สนับสนุนโดยเว็บไซต์ Ufabet